<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ฎีกาแรงงาน &#8211; ทนายแรงงาน ไพบูลย์นิติ ที่ปรึกษากฎหมายแรงงาน</title>
	<atom:link href="https://paiboonniti.com/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88/%E0%B8%8E%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://paiboonniti.com</link>
	<description>ที่ปรึกษากฎหมายแรงงาน ทนายแรงงาน อบรมกฎหมายแรงงาน ฎีกาแรงงาน ที่นี่ที่เดียวครบ</description>
	<lastBuildDate>Tue, 20 Oct 2020 03:29:07 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	

<image>
	<url>https://paiboonniti.com/wp-content/uploads/2019/04/cropped-logo1-32x32.png</url>
	<title>ฎีกาแรงงาน &#8211; ทนายแรงงาน ไพบูลย์นิติ ที่ปรึกษากฎหมายแรงงาน</title>
	<link>https://paiboonniti.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ฎีกาแรงงาน พิพากษาศาลฎีกาที่ 3412/2561 เลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม : นายจ้างยังมีรายรับอยู่ มิได้ประสบภาวะขาดทุนจนประกอบกิจการต่อไปไม่ได้</title>
		<link>https://paiboonniti.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-3412-2561-%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 Jul 2020 08:48:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ฎีกาแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[เลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.paiboonniti.com/?p=2197</guid>

					<description><![CDATA[คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3412/2561 เรื่อง    1. เลิกจ้า.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3412/2561</strong></p>
<p><strong>เรื่อง    1. </strong><strong>เลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม </strong><strong>: นายจ้างยังมีรายรับอยู่ มิได้ประสบภาวะขาดทุนจนประกอบกิจการต่อไปไม่ได้ ไม่มีการกำหนดและประกาศวิธีคัดเลือกพนักงานที่จะถูกเลิกจ้างและไม่สามารถอธิบายได้ว่าลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างมีลักษณะเข้าข่ายต้องถูกเลิกจ้างแตกต่างจากพนักงานอื่นที่ไม่ถูกเลิกจ้างอย่างไร แม้การเลิกจ้างนายจ้างจะจ่ายเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแล้วก็ตาม ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม</strong></p>
<p>1.โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบกิจการให้เช่าเครื่องมือและอุปกรณ์ขุดเจาะน้ำมัน วันที่ 1 มีนาคม 2549 จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้าง อัตราเงินเดือนสุดท้าย 39,275.64 บาท ตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานฝ่ายบัญชี ทำงานที่จังหวัดสงขลา ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2549 จำเลยเลิกจ้างโจทก์อ้างว่าลดกำลังคนและเพื่อบริหารต้นทุนดำเนินการ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหาย 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ศาลแรงงานภาค 9เห็นว่า ก่อนจำเลยเลิกจ้าง จำเลยส่งพนักงานไปอบรมสนับสนุนกีฬา ขึ้นเงินเดือนพนักงาน ไม่เคยใช้วิธีลดเงินเดือนจำเลยเบิกความว่าจำเลยจ่ายเงินเดือนให้พนักงานได้ 2,400,000 บาท โดยวิศวกรได้รับเงินเดือนมากที่สุด ชี้ให้เห็นว่าจำเลยยังมีรายรับอยู่ มิได้ประสบภาวะขาดทุนจนประกอบกิจการต่อไปไม่ได้ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ซึ่งในแผนกมีเพียง 4 คน และโจทก์มีอายุงานมากที่สุด ไม่ใช่เป็นการยุบหน่วยงานที่ขาดทุนและเลิกจ้างลูกจ้างในหน่วยงานที่ขาดทุน เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์</p>
<p>2.ศาลฎีกาเห็นว่า การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างเป็นสำคัญ กล่าวว่า นายจ้างมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควรถึงกับต้องเลิกจ้างลูกจ้างและกระบวนการพิจารณาที่นายจ้างกระทำก่อนการเลิกจ้างทำไปโดยชอบธรรมหรือไม่ คดีนี้ศาลแรงงานภาค 9 รับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีรายรับอยู่ มิได้ประสบภาวะขาดทุนจนประกอบกิจการต่อไปไม่ได้ ส่วนกระบวนการที่จะพิจารณาว่าสมควรเลิกจ้างพนักงานคนใดนั้น จำเลยไม่ได้กำหนดและประกาศวิธีคัดเลือกพนักงานที่จะถูกเลิกจ้างและจำเลยไม่สามารถอธิบายได้ว่าโจทก์มีลักษณะเข้าข่ายต้องถูกเลิกจ้างแตกต่างจากพนักงานอื่นที่ไม่ถูกเลิกจ้างอย่างไร การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์กระทำผิดหรือมีเหตุสมควรเลิกจ้างเช่นนี้ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุอันสมควร แม้จำเลยจะจ่ายเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแล้วเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษายืน</p>
<p><strong>ฎีกาแรงงาน</strong></p>
<p>Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї</p>
<p>รวบรวมโดยนายไพบูลย์  ธรรมสถิตย์มั่น</p>
<p>www.paiboonniti.com</p>
<p>Code  96</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ฎีกาแรงงาน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3598/2561 เรื่อง ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนดว่าสัญญาจ้างแรงงานต้องทำเป็นหนังสือ</title>
		<link>https://paiboonniti.com/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-3598-2561-%e0%b9%80%e0%b8%a3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 Jul 2020 08:46:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ฎีกาแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3598/2561]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.paiboonniti.com/?p=2195</guid>

					<description><![CDATA[คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3598/2561 ฎีกาแรงงาน เรื่อง   .]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3598/2561 ฎีกาแรงงาน</strong></p>
<p><strong>เรื่อง        </strong></p>
<ol>
<li>ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนดว่าสัญญาจ้างแรงงานต้องทำเป็นหนังสือ การที่นายจ้างกำหนดอำนาจหน้าที่ให้ผู้จัดการสายงานทรัพยากรมนุษย์เป็นตัวแทนในการลงนามในสัญญาจ้าง สัญญาจ้างจึงผูกพันลูกจ้าง</li>
<li>ข้อสัญญาห้ามลูกจ้างเข้าทำงานกับบริษัทที่มีลักษณะเป็นการค้าแข่งกับบริษัทเมื่อพ้นจากการเป็นพนักงานภายใน 2 ปี มิได้เป็นการห้ามประกอบอาชีพอันเป็นการปิดทางทำมาหาได้อย่างเด็ดขาด จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ลักษณะสิทธิประโยชน์ของคู่กรณีที่เป็นไปโดยชอบในเชิงของการประกอบธุรกิจ จึงมิใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและไม่ขัดต่อกฎหมาย</li>
</ol>
<p>1.โจทก์ฟ้องว่า วันที่ 1 สิงหาคม 2554 โจทก์จ้างจำเลยเข้าทำงานตำแหน่งผู้จัดการโรงงานค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 118,700 บาท โดยจำเลยมีหน้าที่และความรับผิดชอบเกี่ยวกับการบริหารจัดการโรงงานตามกรรมวิธี การะบวนการ ขั้นตอนการผลิต ในสัญญาว่าจ้างมีข้อสัญญาห้ามจำเลยเข้าทำงานกับบริษัทที่มีลักษณะเป็นการค้าแข่งกับบริษัทในกลุ่มของโจทก์เมื่อพ้นจากการเป็นพนักงานภายใน 2 ปี หากผิดสัญญาต้องชดใช้ค่าเสียหาย ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2557 จำเลยลาออก หลักจากนั้นเพียง 1 เดือน จำเลยไปทำงานในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาดและการค้าของบริษัท จ. จำกัด ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการผลิตและจำหน่ายพืชผลทางการเกษตรรวมถึงยางพารา การกระทำของจำเลยเป็นการผิดสัญญา ขอบังคับให้จำเลยลาออกจากการทำงานกับบริษัท จ. กับให้ชดใช้ค่าเสียหายจนกว่าจำเลยจะลาออกโดยใช้ระยะเวลาที่ยังไม่ลาออกคูณด้วยเงินเดือนสุดท้าย 118,700 บาท หรือให้ใช้เงิน 2,848,800 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่มีผลผูกเนื่องจากโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญบริษัท และเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม</p>
<p>2.ศาลแรงงานภาค 9 พิจารณาแล้ว เห็นว่า ข้อตกลงห้ามจำเลยไปทำงานกับบริษัทอื่นที่มีลักษณะงานเดียวกันกับโจทก์เป็นวิธีการเพื่อปกป้องข้อมูลสำคัญทางการค้าของผู้ว่าจ้าง การมีข้อห้ามในลักษณะดังกล่าวกับตำแหน่งของลูกจ้างซึ่งอยู่ในตำแหน่งระดับบริหารที่มีโอกาสรับรู้ข้อมูลสำคัญของบริษัทที่ตนทำงานโดยตำแหน่งหน้าที่และมีระยะเวลาห้ามไว้ 2 ปี ข้อตกลงดังกล่าวใช้บังคับได้ จำเลยปฏิบัติผิดข้อตกลงจึงต้องชดใช้ค่าเสียหาย พิพากษาให้ชระเงิน 500,000 บาท คำขออื่นให้ยก<strong>                   </strong></p>
<p><strong>                            3</strong>. จำเลยอุทธรณ์</p>
<p>4. ประเด็นสัญญาจ้างที่ไม่ลงนามโดยกรรมการโจทก์และประทับตราสำคัญมีผลผูกพันจำเลยหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนดว่าสัญญาจ้างแรงงานต้องทำเป็นหนังสือ การที่โจทก์กำหนดอำนาจหน้าที่ให้นางสาว น. ตำแหน่งผู้จัดการสายงานทรัพยากรมนุษย์เป็นตัวแทนโจทก์ในการลงนามในสัญญาจ้างลูกจ้างรวมทั้งจำเลยด้วย นางสาว น. จึงมีอำนาจลงนามในสัญญาจ้างได้ ซึ่งนับแต่ปี 2554 ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยโต้แย้ง จำเลยยังคงทำงานกับโจทก์ตลอดมาเป็นเวลา 3 ปีเศษ ดังนี้ สัญญาจ้างจึงผูกพันจำเลยส่วนการที่ศาลแรงงานภาค 9 รับฟังแบบกำหนดหน้าที่งานที่กำหนดให้นางสาว น. ตัวแทนโจทก์ในการลงนามในสัญญาจ้าง ก็เป็นกรณีที่ศาลแรงงานภาค 9 รับฟังได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลแรงงานในการเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะให้ได้ความชัดเจน แม้โจทก์ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้และจำเลยได้โต้แย้งแล้วก็ตาม อุทธรณ์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น</p>
<p>5. ประเด็นว่าสัญญาเป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าวเป็นเพียงข้อจำกัดห้ามการประกอบอาชีพในกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับโจทก์เท่านั้น มิได้เป็นการห้ามประกอบอาชีพอันเป็นการปิดทางทำมาหาได้ของจำเลยอย่างเด็ดขาด และจำเลยก็สามารถที่จะประกอบอาชีพหรือทำงานในบริษัทที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการขายสินค้าหรือบริการอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือจากข้อตกลงนี้ได้ลักษณะของข้อตกลงที่ก่อให้เกิดหนี้ในการงดเว้นการกระทำตามที่กำหนดโดยความสมัครใจของคู่กรณีเช่นนี้ไม่ใช่การตัดการประกอบอาชีพของจำเลยทั้งหมดเสียทีเดียว เพียงแต่เป็นการห้ามประกอบอาชีพบางอย่างที่มีลักษณะเป็นการแข่งขับกับโจทก์เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ประกอบกับจำเลยทำงานกับโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการโรงงานซึ่งมีตำแหน่งบริหาร ย่อมมีโอกาสรู้ข้อมูลสำคัญในการประกอบธุรกิจของโจทก์ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิประโยชน์ของคู่กรณีที่เป็นไปโดยชอบในเชิงของการประกอบธุรกิจ ข้อตกลงดังกล่าวจึงมิใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและไม่ขัดต่อกฎหมาย ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์เกี่ยวกับการกำหนดค่าเสียหายนั้น เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน</p>
<p>Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї</p>
<p>รวบรวมโดยนายไพบูลย์  ธรรมสถิตย์มั่น<br />
www.paiboonniti.com <strong>ฎีกาแรงงาน</strong></p>
<p>Code 96</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ฎีกาแรงงาน คำพิพากษาฎีกาที่ 3953/2561 (คดีฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน)</title>
		<link>https://paiboonniti.com/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-3953-2561-%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%9f/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 09 Jun 2020 08:52:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ฎีกาแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[คดีฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[คำพิพากษาฎีกาที่ 3953/2561]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.paiboonniti.com/?p=2202</guid>

					<description><![CDATA[คำพิพากษาฎีกาที่ 3953/2561 (คดีฟ้องเพิกถอนคำสั่งพน.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คำพิพากษาฎีกาที่ 3953/2561 (คดีฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน)</strong></p>
<p><strong>เรื่อง      นายจ้างประกอบกิจการขายสินค้าและบริการผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก ลูกจ้างโพสข้อความผ่านระบบโซเชียลเน็ตเวิร์กต่าง ๆ เช่น </strong><strong><u>“</u></strong><strong><u>มีชะนี เป้าต่ำเตี้ยเรี่ยดิน</u></strong><strong><u>”</u></strong> <strong><u>วัน ๆ ไม่ทำห่าไรแดกเงินเดือนฟรี ๆ ทุก ๆ เดือน  </u></strong><strong>“</strong><strong>หัวหรือท้ายที่คิดมาไม่ดี กูงง</strong><strong>”  </strong><strong>เป็นความผิดร้ายแรง และเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง</strong></p>
<p>1.คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการฝ่ายขาย<u>ค่าจ้างเดือนละ 110</u><u>,</u><u>000 บาท</u> ต่อมาวันที่ 13 ตุลาคม 2557 จำเลยที่ 2 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ ต่อมาวันที่ 11 ธันวาคม 2557 โจทก์ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยที่ 1 <u>พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่สิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย </u>โจทก์เห็นว่าคำสั่งของจำเลยที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ไม่มีการเรียกโจทก์ไปสอบสวนหรือชี้แจงข้อเท็จจริงใด ๆ แต่นำข้อความเกือบทั้งหมดของจำเลยที่ 2 นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างมาสามารถอ้างเหตุเลิกจ้างนอกจากเหตุในหนังสือเลิกจ้างได้ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ย</p>
<p>2.ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการฝ่ายขาย มีหน้าที่กำกับดูแลพนักงานในฝ่ายขายผลิตภัณฑ์ประเภทบริการ (Daily Deal หรือชื่อย่อ DD) <u>จำเลยประกอบกิจการขายสินค้าและบริการผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก ให้บริการด้านการตลาดและให้คำปรึกษาด้านการสื่อสารดิจิทัล (ดิจิทัลเชิงเลข) </u>จำเลยที่ 2 แต่งตั้งนางสาว จ. เป็นปผู้จัดการทั่วไปฝ่าย DD ตั้งแต่วันที่ 1-15 ตุลาคม 2557 ผู้จัดการฝ่าย DD มีแนวโน้มที่จะย้ายไปทำงานที่สาขาต่างประเทศ โจทก์ประกาศในสื่อดิจิทัล (สิ่ออิเล็กทรอนิกส์) นระบบโซเชียลเน็ตเวิร์ก ระบบไกพ (Skype) ไลน์ (Line) เฟชบุ๊ก (Facebook) อินสตาแกรม (Instagram) ดันนี้คือ</p>
<p>1.<strong>อุ๊ยได้อำนาจ 33.33</strong><strong>% </strong><strong>เหมือนได้คายขี้เกียจไถนา 3 ตัว เชื่อกูสิ </strong>(จำเลยที่ 2 มีหนังสือเตือนลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2556)</p>
<p>2.แน่จริง พูดต่อหน้า หลาย ๆ คนรอฟัง หรือไม่ก็เก็บปากไปทำงาน <strong><u>วัน ๆ ไม่ทำห่าไร แดกเงินเดือนฟรี ๆ ทุก ๆ เดือน</u></strong> จ้างมาทำงาน ไม่ได้จ้างมา<strong><u>นั่งคุยโทรศัพท์กะผัว</u></strong> สมองไม่มี</p>
<p>3.ใครรับผิดชอบ TARGET ชั้นเดือนนี้ว่ะ แบ่งแบบไม่คิด ทีตอนนั้นยังเปลี่ยน TARGET ลูกน้องฉันขยับเพิ่มขึ้นได้เลย DATA สำคัญเสมอ ถ้าใช้เป็น</p>
<p>4.แปลจากภาษาอังกฤษว่า ฉันไม่เข้าใจของภาพลวงตา อย่างไร คือ ความฉลาดและไม่ฉลาดการทำงานที่ได้ผลสำเร็จสูงสุดต้องมีทีมงาน</p>
<p>5.ใครอยากให้เธอคุมดีดี DD <strong>ดีออก <u>มีชะนีเป้าต่ำเตี่ยเรี่ยดิน </u></strong>เทียวไปโพนทะนากับแผนอื่นว่าน้อง ๆ อยากให้คุมทีม แต่เคยถามคนที่อยากให้คุมนะคะ เดี๋ยวหน้าหงาย</p>
<p>6.งง ๆ งวย ๆ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ได้แปลว่า รับได้บ่อย ๆ เปลี่ยนบ่อย ๆ <em>หัวหรือท้ายที่คิดมาไม่ดี กูงง </em>การบริหารจัดการที่ไม่ฉลาด</p>
<p>7&#8230;<strong><u>.(อวัยวะเพศสุนัขตัวเมีย) ยังกว้างกว่าใจเธอ</u></strong></p>
<p>3.ศาลแรงงานพิจารณาว่า คำว่า “<strong>เธอ และ ชนี</strong>” ที่โจทก์โพสต์ลงโซเชียลเน็ตเวิร์กหมายถึงนาง จ. ส่วนคำว่า <strong>“หัว” </strong>มีความหมายถึงผู้มีอำนาจสูงสุดซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์ และการโพสต์ข้อความลงโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นโปรแกรมที่โจทก์ประกาศสื่ออิเลืกทรอนิกส์ซึ่งบุคคลทั่วไป <u>ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และพนักงานของจำเลยที่ 2 ดูได้อิสระ </u>การลงข้อความดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาทอันเป็นความผิดอาญานอกจากนี้นาย ว. มีหนังสือเตือนโจทก์แล้ว การกระทำของโจทก์ย่อมมีผลทำให้การทำงานของพนักงาจด้อยประสิทธิภาพ ส่งผลต่อธุรกิจทำให้ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 หรือผู้ติดต่อธุรกิจเกิดความสงสัยละไม่มั่นใจในการบริการของจำเลยที่ 2 ว่า จะเกิดประโยชน์คุ้มค่าต่อการใช้บริการหรือติดต่อธุรกิจกับจำเลยที่ 2 หรือไม่ <u>อันอาจส่งผลต่อประกอบการในทางลบ </u>จึงเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในกรณีร้ายแรง เป็นการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต กรณีไม่ต้องวินิจฉัยเรื่องผิดซ้ำคำเตือนเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัย พิพากษายกฟ้องโจทก์ อุทธรณ์</p>
<p>4.ศาลฎีกาเห็นว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การโพสต์ข้อความเป็นโปรแกรมส่วนตัวของโจทก์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 ไม่มีข้อความปลุกปั่นจึงไม่ก่อให้เกิดความสียหาย จำเลยที่ 1 วินิจฉัยและมีคำสั่งว่า โจทก์กระทำความผิดอาญาต่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเกินไปกว่าเหตุในหนังสือเลิกจ้าง <em><u>คำว่า </u></em><em><u>“ชนี” หมายถึงหญิงแท้ ๆ หรือผู้หญิงทั่วไป ไม่ได้หมายถึงผู้หญิงไม่ดี </u></em>คำเบิกความของพยานแตกต่างในสาระสำคัญในชั้นพนักงานตรวจแรงงานและชั้นพิจารณาของศาล&#8230;ข้ออ้างในอุทธรณ์โจทก์เป็นเรื่องคัดค้านคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 1 ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งฯ มาตรา 31 ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นเป็นอุทธรณ์ที่อ้างพยานบุคคลมาตีความการกระทำของโจทก์ไม่ทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหาย จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจักตั้งฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง <strong><u>กล่าวโดยสรุป อุทธรณ์</u></strong><strong><u>ของโจทก์ทุกข้องต้องห้ามมิให้อุทธรณ์</u></strong> ที่ศาลแรงงานกลางสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ขึ้นมานั้นเป็นการไม่ชอบ พิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์ <strong>ฎีกาแรงงาน</strong></p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ฎีกาแรงงาน : คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๓๕๔/๒๕๖๑ สัญญาค้ำประกันที่กำหนดความรับผิดของผู้ค้ำประกัน</title>
		<link>https://paiboonniti.com/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%93%e0%b9%95%e0%b9%94/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 09 Jun 2020 08:51:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ฎีกาแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๓๕๔/๒๕๖๑ สัญญาค้ำประกันที่กำหนดความรับผิดของผู้ค้ำประกัน]]></category>
		<category><![CDATA[สัญญาค้ำประกันที่กำหนดความรับผิดของผู้ค้ำประกัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.paiboonniti.com/?p=2200</guid>

					<description><![CDATA[คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๓๕๔/๒๕๖๑ ฎีกาแรงงาน เรื่อง   .]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๓๕๔/๒๕๖๑ ฎีกาแรงงาน</strong></p>
<p><strong>เรื่อง      สัญญาค้ำประกันที่กำหนดความรับผิดของผู้ค้ำประกัน<u>ยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียทั้งหมดโดยไม่จำกัดวงเงิน </u>ฝ่าฝืนประกาศกระทรวงฯ <u>มีผลให้สัญญาค้ำประกันตกเป็นโมฆะ</u>ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ ใช้บังคับมิได้ ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิด</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>1.โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จ้างนาย บ. เป็นลูกจ้างจำเลย ให้ทำงานตำแหน่งผู้จัดการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ค่าจ้างเดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน ระหว่างการทำงานนาย บ. ลูกจ้างโจทก์ ได้นำเงินไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวเป็นเงิน ๑๗๑,๓๗๒.๗๐ ต่อมาวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๕  นาย บ. ถึงแก่ความตาย  จำเลยทั้งสองในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของนาย บ. ต้องรับผิด ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันรับผิดชดใช้เงิน ๑๗๑,๓๗๒.๗๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จำเลยทั้งสองให้การว่าสัญญาจ้างแรงงานเป็นโมฆะ จำเลยทั้งสองจึงหลุดพ้น โจทก์ฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๗ คดีจึงขาดอายุความ ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์คนละ ๔๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จำเลยทั้งสองอุทธรณ์</p>
<p>2.ประเด็นว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า <u>ก่อนที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง เห็นควรวินิจฉัยความสมบูรณ์ของสัญญาค้ำประกันบุคคลเข้าทำงานก่อน</u> พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๕๑ ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๐ แห่งพระรราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียนร้อยของประชาชนประกาศข้อ ๑๐ วรรคหนึ่ง กำหนดว่า วงเงินค้ำประกันที่นายจ้างเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดต้องไม่เกิน ๖๐ เท่า ของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างไม่รับ โดยปราศจากข้อ ๑๐ วรรคสอง กำหนดให้นายจ้างทำหนังสือค้ำประกัน ๓ ฉบับ ให้นายจ้าง ลูกจ้าง และผู้ค้ำประกันเป็นฝ่ายละฉบับ เห็นได้ว่า ประกาศดังกล่าวกำหนดให้การทำสัญญาค้ำประกันต้องกำหนดวงเงินสัญญาค้ำประกันที่นายจ้างเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดไม่เกิน ๖๐ เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ <strong><u>ไม่ได้ให้นายจ้างทำสัญญากำหนดวงเงินให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเพียงใดหรือไม่จำกัดวงเงินความรับผิดของผู้ค้ำประกันกู้ได้ </u></strong>การที่สัญญาค้ำประกันการทำงาน กำหนดความรับผิดของผู้ค้ำประกันไว้ว่า ยอมรับผิดชดใช้หนี้สินและหรือค่าเสียหายทั้งหมดให้แก่ผู้ว่าจ้างในกรณีที่ผู้รับจ้างได้ก่อหนี้สินหรือกระทำการใด ๆ อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ว่าจ้าง เป็นการกำหนดความรับผิดของผู้ค้ำประกันโดยไม่จำกัดวงเงิน <strong><u>จึงเป็นกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันโดยการค้ำประกันด้วยบุคคล เป็นวงเงินเกินกว่า ๖๐ เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ </u></strong>อันเป็นการฝ่าฝืนต่อประกาศดังกล่าว ซึ่งมีผลบังคับแล้วก่อนมีการทำสัญญาค้ำประกันการทำงาน สัญญาค้ำประกันตามฟ้อง<strong><u>จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ </u></strong>โจทก์จึงไม่อาจอ้างเอาประโยชน์จากสัญญาค้ำประกันทั้งสองฉบับดังกล่าวให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ได้ ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์ขึ้นมา แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาหยิบยกวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวีธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ฎีกาแรงงาน : คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 1225/2561 แม้ลูกจ้างลงรายมือชื่อสละสิทธิเรียกร้องในขณะที่นายจ้างเลิกจ้าง</title>
		<link>https://paiboonniti.com/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-1225-2561-%e0%b9%81/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 06 May 2020 09:00:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ฎีกาแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 1225/2561]]></category>
		<category><![CDATA[แม้ลูกจ้างลงรายมือชื่อสละสิทธิเรียกร้องในขณะที่นายจ้างเลิกจ้าง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.paiboonniti.com/?p=2215</guid>

					<description><![CDATA[เรื่อง  แม้ลูกจ้างลงรายมือชื่อสละสิทธิเรียกร้องในข.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เรื่อง  แม้ลูกจ้างลงรายมือชื่อสละสิทธิเรียกร้องในขณะที่นายจ้างเลิกจ้าง แต่ลูกจ้างย่อมมีอิสระในการตัดสินใจว่าจะรับเงินตามสัญญาและสละสิทธิเรียกร้องอื่นใดอันมีอีกต่อไป หรือจะไม่รับเงินดังกล่าวแล้วไปฟ้องร้องตามสิทธิในภายหลัง <u>ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ขัดต่อกฎหมาย ลูกจ้างจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินโบนัส</u></strong></p>
<ol>
<li>คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย จ่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2558 จำเลยเลิกจ้างโจทก์แต่ไม่จ่ายโบนัสตามประกาศ ขอบังคับให้จำเลยจ่ายโบนัสเป็นเงิน 73,883 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่าการจ่ายโบนัสเป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ไม่ใช่การจ่ายโบนัสตามธรรมเนียมปฏิบัติของธุรกิจ ตามข้อตกลงดังกล่าวจำเลยสงวนสิทธิจ่ายเงินโบนัสและการปรับขึ้นเงินเดือน และโจทก์ได้ลงรายมือชื่อสละสิทธิเรียกร้องเงินใด ๆ ในหนังสือเลิกจ้าง</li>
</ol>
<p>2. ศาลแรงงานภาค 2 พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างเมื่อคำนวณแล้วในอัตราร้อยละ 5 อยู่ในเกณฑ์ระดับ B มีสิทธิได้รับโบนัส ส่วนที่ผู้บริหารสูงสุดของจำเลยมรสิทธิแก้ไขเปลี่ยนแปลงเกรดพนักงานได้ทุกกรณีตาม ข้อ 5 ของข้าตกลง จำเลยแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณาตามความพึงพอใจว่าจำเลยไม่ประสงค์จะจ้างพนักงานคนใดก็จะให้เกรด E เพื่อปลดออกซึ่งไม่มีหลักเกณฑ์การประเมินโยชอบจึงเป็นข้อตกลงที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้เปรียบโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างเกินสมควร อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2551 มาตรา 14/1 กำหนดให้ใช้บังคับข้อ 5 เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี โดยต้องประเมินตามความสามารถของโจทก์ซึ่งอยู่ในเกรด B ส่วนที่โจทก์ลงลายมือชื่อรับทราบในหนังซื้อเลิกจ้างโดยสละสิทธิเรียกร้องนั้น โจทก์อ้างว่าหากไม่ลงลายมือชื่อ จำเลยจะไม่จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเฉย ประกอบกับได้ความจากผู้รับมอบอำนาจจำเลยว่าไม่ว่าจะลงรายมือชื่อหรือไม่จำเลยก็ไม่จ่ายโบนัสให้ และจำเลยมาแจ้งเกรดแก่พนักงานตามข้อตกลง แสดงว่าจะเลยมีเจตนาไม่จ่ายโบนัสแก่พนักงานที่เลิกจ้างทุกคนโดยอาศัยข้อตกลงที่ได้เปรียบ พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินโบนัส 73,883 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์</p>
<p>3. ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือการยกเลิกสัญญาจ้าง โดยระบุว่าจำเลยขอยกเลิกสัญญาจ้างและตกลงจ่ายสินจ้างแทนชนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย และ<u>ตอนท้ายของหนังสือระบุว่าโจทก์ขอสละสิทธิเรียกร้องใด ๆ อันอาจมีอีกต่อไปทั้งสิ้น ดังนี้ แม้โจทก์ลงรายมือชื่อสละสิทธิเรียกร้องในขณะที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ แต่โจทก์มีสิทธิอิสระในการตัดสินใจว่าจะรับเงินตามสัญญาและสละสิทธิเรียกร้องอื่นใดอันอาจมีอีกต่อปหรือจะไม่รับเงินดังกล่าวแล้วไปฟ้องเรียกร้องเงินต่าง ๆ ตามที่โจทก์มีสิทธิตามกฎหมายภายหลัง ทั้งตามกฎหมายแรงงานที่ไม่ได้บัญญัติบังคับให้นายจ้างจ่ายเงินโบนัสให้แก่ลูกจ้าง</u> เมื่อเลิกจ้าง ข้อตกลงดังกว่ามีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งไม่ขัดต่อตามกฎหมายและความเรียบร้องของประชาชน มีผลบังคับและผูกพันโจทก์ <u>โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินโบนัสจากจำเลย</u> พิพากษากลับให้ยกฟ้อง</p>
<p>Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї</p>
<p>รวบรวมโดยนายไพบูลย์  ธรรมสถิตย์มั่น <strong>ฎีกาแรงงาน</strong><br />
www.paiboonniti.com</p>
<p>Code C.96</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ฎีกาแรงงาน: คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๓๕๔/๒๕๖๑ สัญญาค้ำประกันที่กำหนดความรับผิดของผู้ค้ำ</title>
		<link>https://paiboonniti.com/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%93%e0%b9%95-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 06 May 2020 08:59:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ฎีกาแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๓๕๔/๒๕๖๑ สัญญาค้ำประกันที่กำหนดความรับผิดของผู้ค้ำประกัน]]></category>
		<category><![CDATA[สัญญาค้ำประกันที่กำหนดความรับผิดของผู้ค้ำประกัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.paiboonniti.com/?p=2213</guid>

					<description><![CDATA[เรื่อง      สัญญาค้ำประกันที่กำหนดความรับผิดของผู้.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เรื่อง      สัญญาค้ำประกันที่กำหนดความรับผิดของผู้ค้ำประกัน<u>ยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียทั้งหมดโดยไม่จำกัดวงเงิน </u>ฝ่าฝืนประกาศกระทรวงฯ <u>มีผลให้สัญญาค้ำประกันตกเป็นโมฆะ</u>ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ ใช้บังคับมิได้ ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิด</strong></p>
<p>1.โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จ้างนาย บ. เป็นลูกจ้างจำเลย ให้ทำงานตำแหน่งผู้จัดการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ค่าจ้างเดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน ระหว่างการทำงานนาย บ. ลูกจ้างโจทก์ ได้นำเงินไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวเป็นเงิน ๑๗๑,๓๗๒.๗๐ ต่อมาวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๕  นาย บ. ถึงแก่ความตาย  จำเลยทั้งสองในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของนาย บ. ต้องรับผิด ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันรับผิดชดใช้เงิน ๑๗๑,๓๗๒.๗๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จำเลยทั้งสองให้การว่าสัญญาจ้างแรงงานเป็นโมฆะ จำเลยทั้งสองจึงหลุดพ้น โจทก์ฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๗ คดีจึงขาดอายุความ ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์คนละ ๔๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จำเลยทั้งสองอุทธรณ์</p>
<p>2.ประเด็นว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า <u>ก่อนที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง เห็นควรวินิจฉัยความสมบูรณ์ของสัญญาค้ำประกันบุคคลเข้าทำงานก่อน</u> พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๕๑ ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียนร้อยของประชาชนประกาศข้อ ๑๐ วรรคหนึ่ง กำหนดว่า วงเงินค้ำประกันที่นายจ้างเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดต้องไม่เกิน ๖๐ เท่า ของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างไม่รับ โดยปราศจากข้อ ๑๐ วรรคสอง กำหนดให้นายจ้างทำหนังสือค้ำประกัน ๓ ฉบับ ให้นายจ้าง ลูกจ้าง และผู้ค้ำประกันเป็นฝ่ายละฉบับ เห็นได้ว่า ประกาศดังกล่าวกำหนดให้การทำสัญญาค้ำประกันต้องกำหนดวงเงินสัญญาค้ำประกันที่นายจ้างเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดไม่เกิน ๖๐ เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ <strong><u>ไม่ได้ให้นายจ้างทำสัญญากำหนดวงเงินให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเพียงใดหรือไม่จำกัดวงเงินความรับผิดของผู้ค้ำประกันกู้ได้ </u></strong>การที่สัญญาค้ำประกันการทำงาน กำหนดความรับผิดของผู้ค้ำประกันไว้ว่า ยอมรับผิดชดใช้หนี้สินและหรือค่าเสียหายทั้งหมดให้แก่ผู้ว่าจ้างในกรณีที่ผู้รับจ้างได้ก่อหนี้สินหรือกระทำการใด ๆ อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ว่าจ้าง เป็นการกำหนดความรับผิดของผู้ค้ำประกันโดยไม่จำกัดวงเงิน <strong><u>จึงเป็นกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันโดยการค้ำประกันด้วยบุคคล เป็นวงเงินเกินกว่า ๖๐ เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ </u></strong>อันเป็นการฝ่าฝืนต่อประกาศดังกล่าว ซึ่งมีผลบังคับแล้วก่อนมีการทำสัญญาค้ำประกันการทำงาน สัญญาค้ำประกันตามฟ้อง<strong><u>จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ </u></strong>โจทก์จึงไม่อาจอ้างเอาประโยชน์จากสัญญาค้ำประกันทั้งสองฉบับดังกล่าวให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ได้ ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์ขึ้นมา แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาหยิบยกวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวีธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์</p>
<p>Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї</p>
<p>รวบรวมโดยนายไพบูลย์  ธรรมสถิตย์มั่น <strong>ฎีกาแรงงาน</strong></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๗๐/๒๕๕๑</title>
		<link>https://paiboonniti.com/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%96%e0%b9%97%e0%b9%90-%e0%b9%92%e0%b9%95%e0%b9%95/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 Feb 2020 08:30:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ฎีกาแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๗๐/๒๕๕๑]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.paiboonniti.com/?p=2177</guid>

					<description><![CDATA[คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๗๐/๒๕๕๑ เรื่อง “แคดดี้” ให้บริกา.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๗๐/๒๕๕๑</p>
<p>เรื่อง “แคดดี้” ให้บริการแก่ลูกค้าที่เข้าเล่นกอล์ฟ มีรายได้จากลูกค้าที่เข้ามาเล่นกอล์ฟรอบละ ๔๐๐ บาทโดยจำเลยจะหักไว้ ๕๐ บาท เงินค่าออกรอบจึง “ไม่เป็นค่าจ้าง” แม้จำเลยจะมีระเบียบในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะแคดดี้ แต่ระเบียบดังกล่าวก็เป็นเพียงเงื่อนไขที่แคดี้ต้องปฏิบัติในการมาให้บริการแก่นักกอล์ฟเท่านั้น มิใช่คำสั่งหรือระเบียบข้อบังคับในการจ้างงาน สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลย จึง “มิใช่สัญญาจ้างแรงงาน” และโจทก์มิใช่ลูกจ้างของจำเลย</p>
<p>1. คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งแคดดี้ค่าจ้างวันละ ๓๕๐ บาท วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๘ จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทันที กล่าวหาว่าโจทก์ทะเลาะวิวาททำให้เสียชื่อเสียงซึ่งไม่เป็นความจริง ขอบังคับให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่พนักงานหรือลูกจ้างของจำเลย ไม่ได้รับค่าจ้างจากจำเลย โจทก์มีรายได้จากลูกค้าที่มาเล่นกอล์ฟเป็นรายรอบ ๆ ละ ๔๐๐ บาท โดยจำเลยเป็นตัวแทนรับเงินไว้จากลูกค้าแล้วจ่ายให้โจทก์โดยหักไว้ ๕๐ บาท นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์จำเลยไม่ใช่การจ้างแรงงาน<br />
2. ศาลแรงงานภาค ๒ เห็นว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นแคดดี้ให้บริการแก่ลูกค้าที่เข้าเล่นกอล์ฟเป็นเวลาเกินกว่า ๓ ปี แต่ไม่เกิน ๖ ปี มีรายได้จากลูกค้าที่เข้ามาเล่นกอล์ฟต่อรอบ ๆ ละ ๔๐๐ บาท จำเลยจะรับเงินไว้จากลูกค้าแล้วให้โจทก์เบิกไปในวันรุ่งขึ้นโดยจำเลยจะหักไว้ ๕๐ บาท โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยเพื่อรับค่าจ้างโดยคำนวณตามผลงานที่โจทก์ทำได้ในแต่ละรอบ โจทก์ปฏิบัติงานภายใต้กฎระเบียบของจำเลยที่กำหนดการสแกนนิ้วลงเวลาการมาทำงานทั้งมาและกลับ การมีบัตรประจำตัวที่จำเลยออกให้ การขาดงานหรือมาสายจำเลยมีบทลงโทษ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุตาม มาตรา ๑๑๙ พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ๖๓,๐๐๐ บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์<br />
3. ศาลฎีกา เห็นว่า เงินค่าออกรอบดังกล่าวมีผู้จ่ายเป็นนักกอล์ฟ ผู้มาใช้บริการสนามกอล์ฟอันเป็นลูกค้าของจำเลย แม้จำเลยจะหักเงินดังกล่าวไว้บางส่วน แต่เมื่อเงินค่าออกรอบ มิใช่เงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์เพื่อตอบแทนการทำงาน เงินค่าออกรอบจึงมิเป็นค่าจ้าง แม้จำเลยจะมีระเบียบในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะแคดดี้ให้โจทก์ต้องปฏิบัติตาม แต่ระเบียบดังกล่าวเป็นเพียงเงื่อนไขที่แคดดี้ต้องปฏิบัติในการมาให้บริการแก่นักกอล์ฟภายในสนามกอล์ฟของจำเลยมิใช่คำสั่งหรือระเบียบข้อบังคับในการจ้างงาน สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงมิใช่สัญญาจ้างแรงงาน และโจทก์มิใช่ลูกจ้างของจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องต่อศาลแรงงานพิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ต่อศาลที่คดีอยู่ในเขตอำนาจและภายในกำหนดอายุความ</p>
<p>Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї</p>
<p>รวบรวมโดยนายไพบูลย์ ธรรมสถิตย์มั่น<br />
www.paiboonniti.com<br />
Code : 96</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คำพิพากษาฎีกาที่ 3143/2561</title>
		<link>https://paiboonniti.com/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-3143-2561/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 Feb 2020 08:29:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ฎีกาแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[คำพิพากษาฎีกาที่ 3143/2561]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.paiboonniti.com/?p=2174</guid>

					<description><![CDATA[คำพิพากษาฎีกาที่ 3143/2561 (ขออนุญาตเลิกจ้างกรรมกา.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;"><strong>คำพิพากษาฎีกาที่ 3143/2561 (ขออนุญาตเลิกจ้างกรรมการเลิกจ้าง)</strong><br />
<strong>เรื่อง การที่ศาลแรงงานมีคำสั่งโดยมิได้กำหนกการไต่สวนให้ได้ตวามตามข้อเท็จจริงและยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นตามที่ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านไว้ คำสั่งศาลแรงงานจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายให้ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานดำเนินการไต่สวนให้ได้ข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยชี้ขาด แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี</strong></p>
<p>1.คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องว่า ผุ้คัดค้านเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งพนักงานปฏิบัติการแผนกผลิต ผู้คัดค้านเป็นกรรมการสหภาพฯ และเป็นกรรมการลูกจ้าง ผู้คัดค้านละทิ้งหน้าที่หลายครั้ง โดยผู้ร้องมีประกาศเน้นย้ำเกี่ยวกับเวลาทำงานและเวลาพักเพื่อให้ผู้คัดค้านและพนักงานอื่นปฏิบัติโดยเคร่งครัด ผู้คัดค้านกลับไม่ยำเกรงจงใจฝ่าฝืนด้วยการละทิ้งหน้าที่และยังฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ผู้คัดค้านเคยถูกตักเตือนด้วยวาจา และตักเตือนเป็นหนังสือมาแล้ว การกระทำของผู้คัดค้านเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือน กระทำการเป็นปรปักษ์และท้าทาย ขออนุญาตเลิกจ้าง ผู้คัดค้านให้การคัดค้านว่า ผู้ร้องออกประกาศเวลาพักใหม่โดยผู้คัดค้านไม่ยินยอมไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการเปลี่ยนแปลงสหภาพการจ้างที่ไม่เป็นธรรมและไม่เหมาะสม ผู้คัดค้านจึงไม่ปฏิบัติตามประกาศดังกล่าว ไม่ถือเป็นการละทิ้งหน้าที่ ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างได้ ผู้คัดค้านอุทธรณ์<br />
2.ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่ผู้ร้องใช้สิทธิทางศาลยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาติให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้าน อันเป็นการเสนอคดีฝ่ายเดียวซึ่งผู้ร้องจะต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงให้ศาลเห็นว่ามีเหตุตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างเกิดขึ้นจริงและเหตุนั้นเป็นเหตุที่สมควรจะอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้ เว้นเสียแต่ว่าผู้คัดค้านยอมรับในข้อเท็จจริงใด ศาลอาจอาจรับฟังข้อเท็จจริงนั้น โดยผู้ร้องไม่ต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงทั้งนี้ผู้คัดค้านจะยื่นคำคัดค้านเข้ามาหรือไม่ก็ได้ แต่ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 2 นำมาวินิจฉัยและมีคำสั่งในคดีนี้นั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฎตามคำร้องของผู้ร้อง คำแถลงของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่แถลงในวันนัดพิจารณาและตามเอกสารที่ผู้ร้องอ้างส่งต่อศาลเท่านั้น ซึ่งคดีนี้ผู้คัดค้านยื่นคัดค้านว่าการกระทำของผู้คัดค้านไม่ถือว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่ เนื่องจากปรพกาศกำหนดเวลาพักเป็นการเปลี่ยนแปลงสหภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกำหนดเวลาทำงานไม่เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเวลาทำงานและเวลาพักจึงยังไม่อาจรับฟังเป็นยุติได้ ดังนั้น ข้อเท็จจริงดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะนำมาวินิจฉัยตามข้อต่อสู้ของผู้คัดค้านได้ว่าเป็นการกระทำของผู้คัดค้านเป็นการละทิ้งหน้าที่หรือไม่ ดังนั้น ศาลแรงงานภาค 2 จึงชอบที่จะไต่สวนให้ได้ความว่า วันเวลาทำงานปกติ เวลาพัก การเข้าและออกจากจุดที่ทำงานที่มีการปฏิบัติกันมาระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านเป็นอย่างไร มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่อย่างไร เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงแล้วผู้คัดค้านปฏิบัติตามมาตลอดโดยมีการโต้แย้งหรือไม่อย่างไรมีเหตุการณ์ที่ผู้คัดค้านอ้างว่าไม่ถือว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่ตามคำคัดค้านหรือไม่อย่างไร และมีการออกหนหรือไม่อย่างไร รวมถึงพฤติกรรมต่าง ๆ อันแสดงให้เห็นถึงการกระทำของผู้คัดค้านว่ามีเหตุที่จะอนุญาตให้เลิกจ้างผู้คัดค้านได้หรือไม่ การที่ศาลแรงงานภาค 2 มีคำสั่งโดยยังมิได้ดำเนินการไต่สวนให้ได้ความตามข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นตามที่ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านไว้ คำสั่งศาลแรฎหมายพิพากษายกคำสั่งศาลแรงงานภาค 2 ให้ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 2 ดำเนินการไต่สวนให้ได้ข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยชี้ขาด แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี</p>
<p>Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї Ї</p>
<p>รวบรวมโดยนายไพบูลย์ ธรรมสถิตย์มั่น<br />
www.paiboonniti.com<br />
Code C.96</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คำพิพากษาฎีกาที่ 3628/2552</title>
		<link>https://paiboonniti.com/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-3628-2552/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทนายแรงงาน ที่ปรึกษากฎหมายแรงงาน]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Nov 2019 05:41:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ฎีกาแรงงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.paiboonniti.com/?p=1857</guid>

					<description><![CDATA[คำพิพากษาฎีกาที่ 3628/2552 นายวรรนพ               .]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>คำพิพากษาฎีกาที่ 3628/2552</p>
<p>นายวรรนพ                                                    &#8211;  โจทก์</p>
<p>ธนาคารกรุง  จำกัด (มหาชน)                     &#8211;  จำเลย</p>
<p>เรื่อง       1. ลูกจ้างลาออกงาน ร้องขอให้นายจ้างออกหนังสือรับรองการผ่านงาน นายจ้างไม่ยอมออกหนังสือให้ขัดต่อกฎหมายหรือไม่</p>
<p>2. ฟ้องเรียกเงินค่าเสียหายที่ไม่ออกใบผ่านงานได้หรือไม่เพียงใด</p>
<p>3. ลูกจ้างขอลาออก นายจ้างต้องอนุมัติไหม</p>
<p>4. ใบผ่านงานมีรูปร่างอย่างไร</p>
<ol>
<li>โจทก์ฟ้องว่า เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลย ครั้งสุดท้ายทำงานในตำแหน่งสมุห์บัญชี ประจำสาขา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2540  โจทก์ได้มีหนังสือขอลาออกเพื่อทำไปทำงานกับธนาคารแหลมทอง จำกัด (มหาชน)  โดยมีผลสิ้นสุดการเป็นพนักงานตั้งแต่วันที่ 16  เมษายน 2540  เป็นต้นไป  หลังจากนั้นโจทก์ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้จัดการประจำสาขา อิมพีเรียลบางนา  โดยกำหนดระยะเวลาให้โจทก์จัดส่งหนังสือรับรองการผ่านงานก่อนบรรจุโจทก์เป็นพนักงานประจำ  แต่จำเลยออกหนังสือย้อนหลังไม่อนุมัติให้โจทก์ลาออก และสั่งพักงานโจทก์  การที่จำเลยถ่วงเวลา  ออกใบสำคัญแสดงการทำงานและไม่อนุมัติให้โจทก์ลาออกจากงาน  ทำให้ธนาคารแหลมทอง จำกัด (มหาชน) ปฏิเสธไม่รับโจทก์เข้าทำงานและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายรวม เป็นเงิน 9,274,450.00 บาท  ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์</li>
<li>จำเลยให้การว่าลูกค้าของจำเลย สาขาโอลิมเปียไทยทาวเวอร์แจ้งว่า เช็คของบริษัทจำนวน 3 ฉบับ  เงิน  1,920,000.00 บาท  ถูกลักไป  แล้วนำมาขึ้นเงินจากจำเลย  ปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้ร่วมอนุมัติจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวด้วย  จำเลยเห็นว่าโจทก์น่าจะมีส่วนร่วมรับผิดในกรณีนี้ด้วย จึงมีคำสั่งไม่อนุมัติให้โจทก์ลาออก โจทก์จึง ไม่มีสิทธิ์ที่จะร้องขอให้จำเลยออกใบสำคัญแสดงการทำงาน โจทก์ฟ้องดีนี้เมื่อ วันที่ 24  มีนาคม 2542 พ้นระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันทราบเหตุดังกล่าวฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตในการฟ้องคดี  ขอให้ยกฟ้อง</li>
<li>ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 50,000.00 บาท แก่โจกท์พร้อมดอกเบี้ย  7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์  คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย</li>
<li>โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหากจากการขาดรายได้ โดยขอค่าเสียหายเป็น 2 ช่วง คือช่วงที่ 1 เป็นเงิน 701,450.00 บาท ช่วงที่ 2 ค่าเสียหายในอนาคต เป็นเงิน 2,286,000.00 บาท เมื่อศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายเฉพาะช่วงที่  2 ให้โจทก์แล้วเป็นเงิน 50,000.00 บาท ถือว่าศาลแรงงานใช้ดุลพินิจไม่กำหนดค่าเสียหายช่วงที่ 1 ให้แก่โจทก์ ศาลแรงงานกลางไม่ได้วินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น</li>
<li>พิพากษายืน</li>
</ol>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p>รวบรวมโดย นายไพบูลย์ ธรรมสถิตย์มั่น</p>
<p><a href="http://www.pbnitico@ksc.th.com">www.pbnitico@ksc.th.com</a>       C.94</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คำพิพากษาฎีกาที่ 1195/2551</title>
		<link>https://paiboonniti.com/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-1195-2551/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทนายแรงงาน ที่ปรึกษากฎหมายแรงงาน]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Nov 2019 05:03:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ฎีกาแรงงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.paiboonniti.com/?p=1851</guid>

					<description><![CDATA[คำพิพากษาฎีกาที่ 1195/2551 นายสนั่น               .]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>คำพิพากษาฎีกาที่ 1195/2551</p>
<p>นายสนั่น                                                                     &#8211; โจทก์</p>
<p>บริษัท ไทย จำกัด (มหาชน)                                     &#8211; จำเลย</p>
<p>เรื่อง          1. ค่าชดเชยที่จ่ายให้โจทก์ไม่เกินสามแสนบาท จำเลยจะหักภาษี ณ ที่จ่ายได้หรือไม่</p>
<p>2. บัตรเติมน้ำมันแทนเงินสดเดือนละ 7,500.00 บาท เป็นค่าจ้างหรือไม่</p>
<p>3. สัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาคืออะไร</p>
<p>4. เมื่อสัญญาจ้างครบกำหนดไม่เลิกสัญญาผลจะเป็นอย่งไร</p>
<p>5. ข้อดีของการทำสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาคืออะไร</p>
<p>6.  อายุงานครบ 20 ปี จ่าย  400 วัน จะหักภาษี ณ ที่จ่ายได้หรือไม่</p>
<ol>
<li>     โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยในตำแหน่งพนักงานแรงงานสัมพันธ์ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2547 ต่อมาจำเลยได้บอกเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่ได้กระทำผิด โจทก์ได้ค่าจ้างเดือนละ 65,000.00 บาท บัตรเติมน้ำมันแทนเงินสด 7,500.00 บาท            <u>จ่ายค่าจ้างทุกวันที่ </u><u>30 ของเดือน</u> <u>แต่บอกเลิกจ้าง </u><u>31 ตุลาคม 2548</u> ขอให้จ่ายค่าจ้างค้าง 72,500.00 บาท ค่าชดเชย 217,500.00 บาท  ค่าวันหยุดพักผ่อน 16,500.00 บาท  ค่าบอกกล่าว 72,500.00 บาท  <u>ค่าเสียหาย </u><u>880,000.00 บาท</u></li>
<li>จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นที่ปรึกษาทางด้านแรงงานสัมพันธ์ <u>มีกำหนดระยะเวลาของสัญญาแน่นอน </u><u>1 ปี</u>  ซึ่งเป็นวันครบกำหนดสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลย  จำเลย<u>แจ้งโจทก์ว่าไม่ ประสงค์ต่อสัญญากับโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง</u></li>
<li>ศาลแรงงนกลางพิพากษา จำเลยยอมให้<u>โจทก์ทำงานต่อไปหลังวันที่ </u><u>30 กันยายน 2548  ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดสัญญาจ้างแรงงาน เป็นการต่อสัญญาจ้างแรงงานออกไปโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา</u>  จำเลยเจตนาไม่ต่ออายุสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ตั้งแต่ก่อนครบกำหนดสัญญา  แต่ด้วยความบกพร่องของจำเลยเองทำให้การแจ้งไม่ต่อสัญญาหรือบอกเลิกสัญญาล่าช้า พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค่างจ่าย 65,000.00 บาท  ค่าวันหยุดพักผ่อนประจำปี 13,000.00 บาท  ค่าชดเชยส่วนที่ขาด 19,500.00 บาท สินจ้างแทนการบอกล่าวล่วงหน้า 65,000.00 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ฃ</li>
<li>ศาลฎีกา จำเลยอุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า  จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวันแล้ว <u>แต่ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย  จำนวน </u><u>19,500.00 บาท</u> แล้วจ่ายส่วนที่เหลือ 175,000.00 บาท แก่โจทก์  การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์เพิ่มอีก 19,500.00 บาท จึงไม่ชอบนั้น ค่าชดเชย ที่จำเลยให้ให้โจทก์เมื่อเลิกจ้างเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน  ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541  มาตรา 118 (2)  ซึ่งเป็นค่าชดเชยส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างหรือเงินเดือนค่าจ้างของการทำงานเก้าสิบวันสุดท้ายและไม่เกินสามแสนบาทจึงเป็นเงินได้พึ่งประเมินที่โจทก์ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 42 (17) บัญญัติว่า “ให้เงินได้ตามที่จะได้กำหนดยกเว้นโดยกระทรวงการคลังเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ซึ่งกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากรแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง 217 (2542)  ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรข้อ 2 (51) ระบุให้ค่าชดเชยที่ได้รับตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและค่าชดเชยที่พนักงานได้รับตามกฎหมายว่าด้วยพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ แต่ไม่รวมถึงค่าชดเชยที่ลูกจ้างหรือพนักงานได้รับเพราะ      เหตุเกษียณอายุหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างทั้งนี้เฉพาะค่าชดเชย  ส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างหรือเงินเดือน ค่าจ้างของการทำงานสามร้อยวันสุดท้ายแต่ไม่เกินสามแสนบาท  จึงได้รับการยกเว้นภาษี</li>
<li>พิพากษายืน</li>
</ol>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>รวบรวมโดย นายไพบูลย์ ธรรมสถิตย์มั่น</p>
<p><a href="http://www.pbnitico@ksc.th.com">www.pbnitico@ksc.th.com</a></p>
<p>C.94</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
